PORTFOLIO

บทที่3
operational
เดินตามรอยญัฮกุร สู่ขวัญป่า
第3章
ニャクルの暮らしを
たどる「森への祝福」
ทุ่งเพ็ก — ห้องเรียนที่ไม่มีผนัง
ทุ่งเพ็กสีเขียวทอดยาวอยู่กลางป่า
หญ้าสูงเกือบถึงเอว
มองจากระยะไกลกลับดูคล้ายสวนที่ได้รับการจัดการอย่างประณีต
โล่ง สบายตา และมีลมพัดผ่านเป็นช่วง ๆ
ถ้ามีก้อนหินใหญ่สักก้อนตรงนั้น เราอาจนั่งมองเมฆและปล่อยให้เวลาผ่านไปทั้งวัน
แต่ความคิดนั้นถูกขัดจังหวะด้วยเสียงจากหัวแถว
“กินข้าวเที่ยงกันเถอะ!”
มื้อกลางวันเป็นข้าวเหนียวหมูปิ้งจากหน้าโรงเรียนประจำหมู่บ้าน
ทุกคนจับจองก้อนหินเป็นที่นั่ง แล้วล้อมวงกินข้าวกัน
ธรรมชาติกลายเป็นโต๊ะอาหาร
ก้อนหินกลายเป็นเก้าอี้
และบทสนทนาระหว่างผู้คนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง

เมื่อพระอาทิตย์ตก ป่าก็เปลี่ยนภาษา
เราต้องเดินทางต่อไปยังน้ำตกเทพประทานให้ถึงก่อนความมืด
คนในพื้นที่มักพูดกันว่า หลังสี่โมงเย็น ป่าจะไม่ใช่สถานที่สำหรับคนอีกต่อไป
คำพูดนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องความเชื่อ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือการรู้จัก “เวลา” ของธรรมชาติ
เมื่อแสงลดลง
อุณหภูมิเปลี่ยน สัตว์ป่าเริ่มออกมา
และสิ่งที่มองเห็นในเวลากลางวัน
อาจกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นในยามค่ำ
เรามาถึงน้ำตกตามเวลาที่ตั้งใจไว้
ทุกคนช่วยกันผูกเปล กางผ้าใบกันฝน และตั้งเต็นท์
ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
ใต้ร่มไม้เริ่มมืดลง
เสียงจิ้งหรีดดังเป็นจังหวะ
แสงตะเกียงสีเหลืองถูกเปิดขึ้น
กองไฟเริ่มสว่าง
หมูหมักเกลือถูกหนีบด้วยไม้ไผ่ย่างเหนือไฟ
กลิ่นหอมค่อย ๆ ลอยออกมา
พี่พนมเตรียมน้ำพริกกุยช่าย
มีเห็ดที่เราเก็บระหว่างทาง
และวงสนทนาเริ่มต้นขึ้น
เรื่องเล่ารอบกองไฟ
คืนนั้น เราได้ฟังเรื่อง “ผีตีนเดียว”
เรื่องเล่าที่ว่ามันอาจปรากฏตัว แกล้ง หรือทำให้เกิดเหตุภัยกับผู้เดินทางในป่า
น้าสวิตบอกว่าแกเชื่อ และเคยพบด้วยตัวเอง
เรื่องเล่าถูกส่งต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง
เราอาจเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ความหมายที่อยู่เบื้องหลังเรื่องเล่า
เพราะบางที เรื่องผีอาจทำหน้าที่สอนให้คนรู้จักระมัดระวัง
ไม่ประมาท
ไม่ส่งเสียงดัง
ไม่ทำอะไรที่ไม่ควรทำ
และไม่ลืมว่าตัวเองกำลังอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่ของมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว
เมื่อมองเช่นนี้ เรื่องเล่าจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความกลัว
แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า

ペック竹草原――壁のない教室
森の中に、緑のペック竹竹草原が長く広がっていました。
草は腰の高さ近くまで伸びています。
遠くから見ると、まるで丁寧に手入れされた庭のようにも見えます。
開放的で、眺めもよく、ときどき風が通り抜けていきます。
もし、そこに大きな岩が一つあったなら、
その岩に座って雲を眺めながら、一日中過ごしてしまいそうです。
しかし、その思いは先頭から聞こえてきた声に遮られました。
「お昼ごはんにしよう!」
昼食は、村の学校の前で買ったもち米と焼き豚。
みんなそれぞれ岩を椅子にして、輪になって食べました。
自然が食卓になり、
岩が椅子になり、
人と人との会話が旅の一部になっていきます。
太陽が沈むと、森は別の言葉を話し始める
私たちは、暗くなる前にテープ・プラターン滝へ到着しなければなりませんでした。
この地域では、よくこんな言葉が聞かれます。
「午後4時を過ぎると、森はもう人間のための場所ではない。」
一見すると、信仰や言い伝えのようにも聞こえます。
しかし、別の見方をすれば、
それは「自然の時間」を知っているということなのかもしれません。
光が弱くなれば、
気温が変わり、
野生動物が動き始め、
昼間には見えていたものが、夜には見えなくなっていきます。
私たちは予定どおり、滝に到着しました。
みんなでハンモックを張り、雨よけのタープを広げ、
テントを設営します。
空は少しずつ黄色に変わり、
木々の下は暗くなっていきます。
コオロギの声がリズムを刻み、
黄色いランタンの灯りがともり、
焚き火が明るくなっていきます。
塩漬けにした豚肉を竹に挟み、火の上で焼きます。
香ばしい匂いが、ゆっくりと森に広がっていきます。
パノムさんはニラを使ったナムプリックを準備し、
途中で採ったキノコも食卓に並びました。
そして、火を囲む会話が始まりました。

焚き火を囲んで語られる物語
その夜、私たちは「片足の幽霊(ピー・ティーンディアオ)」の話を聞きました。
森を歩く人の前に現れたり、いたずらをしたり、災いをもたらすことがあると言われる存在です。
スワットさんは、その話を信じていると言い、実際に自分自身が遭遇したこともあると話してくれました。
物語は、一人から次の人へと受け継がれていきます。
信じるか、信じないかは、人それぞれでしょう。
しかし、もっと興味深いのは、その物語の奥にある意味です。
もしかすると、「森の幽霊」の物語は、
人々に注意深くあること、
油断しないこと、
森の中で大声を出さないこと、
してはいけないことをしないこと、
そして、自分たちだけの場所ではないということを忘れないことを、
教えてきたのかもしれません。
そう考えると、こうした物語は単なる「怖い話」ではありません。
それは、人間と森との関係を支える知恵の一部なのです。
อ่านต่อ
つづく
บทที่4
เราทำพิธี Forest Blessing พิธีที่เราใช้เป็นช่วงเวลาสำหรับการหยุด
หยุดความเร่งรีบ หยุดความคิด หยุดการเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งแล้วกลับมาฟังร่างกายและธรรมชาติ
จูนจังหวะชีวิตของเราให้กลับมาเชื่อมโยงกับ Mother Earth
第四章
急ぐことを止める。思考を止める。すべてを自分でコントロールしようとすることを止める。
そして、自分の身体と自然の声に耳を澄ませる。
自分自身の生命のリズムを、Mother Earth――母なる大地とのつながりへ戻していく。